เมื่อชีวิตคุณเดินมาจนถึงทางแยกซึ่งแต่ละคนมีแยกไม่เท่ากันซะด้วย และก็ได้เวลาแล้วที่คุณจะตัดสินใจว่า "คุณจะเลือกเดินไปทางไหน"
ถ้าชีวิตมีทางแยกแค่สองทาง การเลือกทางได้ทางหนึ่งอาจจะยาก
แต่ถ้ามีทางเลือกหลายๆทาง มันยากมากกว่าที่จะเลือกหนึ่งในนั้น
แต่ถ้าเราเลือกได้ทุกทางก็ดีน่ะสิ จะได้มีประสบการชีวิตที่เร็วกว่าคนอื่น เยอะกว่าคนอื่น แต่เรากลับมาที่ความเป็นจริงกันดีกว่า "ยอมรับความจริงและหาทางเลือกที่เหมาะสมกับมัน" OK นะคะ
สำหรับคนที่เลือกเรียนด้านภาษามาอย่างฉัน ทางเลือกเยอะมากว่าจะทำอะไรก่อนหลังดี
ลังเลอยู่มากว่าจะเลือกทางไหน
ถ้าเรียนภาษา คนที่เก่งจริงๆเท่านั้นที่จะอยู่รอด
เราน่ะหรอ
ภาษาก็กากๆจะเอาอะไรไปสู้คนที่เรียนหลักสูตรนานาชาติ และไหนจะเด็กจบนอกอีก
ก็เพราะภาษาไม่ใช่อาชีพเฉพาะด้านแต่ละอาชีพ
แต่ละหน้าที่ต่างมีภาษาเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งนั้ัน
"เคยมั้ยที่รู้สึกว่าตัวเอง ตัวเล็กที่สุดและยืนอยู่ในมุมมืดที่สุดในโลกที่แสนกว้างใหญ่"
ชีวิตที่มีแต่การเรียนเป็นสิบๆปี
ย่อมจะเคว้งคว้างและอ้างว้างเมื่อเรียนจบ
เพราะการทำงานไม่ใช่บะหมี่ ไม่มีสูตรสำเร็จปรุงเสร็จเสียแต่ในซองเสียที่ไหน
ตอนเรียน
รั้วการศึกษา จึงตอบโจทย์ในเรื่องของการศึกษาได้ชัดเจน
เพราะในโรงเรียน หรือรั้วมหาวิทยาลัย
สิ่งที่จะต้องแย่งชิงมานั้นมีเพียงเกรด หรือคะแนนในกระดาษ
เพื่อแลกกับกระดาษที่เรียกว่า..ปริญญา
แต่ตอนที่เราต้องทำงาน
สิ่งที่เจอ อาจไม่ใช่เพียงเพื่อปริญญา
อาจต้องมีจิตวิทยา รัฐศาสตร์ การเมืองในที่ทำงาน การตลาด และหลายต่อหลายแขนง
การเรียน ที่ไม่ได้วัดผลด้วยกระดาษเพียงอย่างเดียว
คำถามที่ตามมาติดๆหลังจากที่เรียนจบคือ
เรียนจบแล้ว..จะทำอะไร เรียนต่อ หรือทำงานดี
คำถามนี้จะมีมากในคนที่ "ไม่คิด"จะเรียนต่อในทันที
หรือคนที่"ไม่แน่ใจ"ว่า การทำงานที่ทำอยู่จะตอบโจทย์ได้รึเปล่า
และเป็นคำถามที่เราเคยเจอและทุกคนต้องเจอ
ก่อนจะตอบคำถามนี้ ต้องถามกลับว่า
สิ่งที่เราเรียนมา ใช่สิ่งที่เราชอบหรือไม่ และเราอยากจะทำงานในสายงานนี้หรือไม่
เพราะสิ่งนี้ถ้าจะยึดเอาเป็นอาชีพเราต้องเข้ามาคลุกวงใน และอยู่กับมันเป็นส่วนมากของชีวิต
ถ้าตอบว่า สิ่งที่เรียนไม่ใช่สิ่งที่ชอบ
ก็จะตัดสินใจอะไรได้ง่ายขึ้นค่ะ
เช่น..
ถ้าเรารู้จุดมุงหมายของเราว่าจะเรียน หรือ ทำงาน ไปเพื่ออะไร
ไม่ใช่เรียนหรือทำงานไปวันวัน
การเรียนหรือการทำงานเหล่านั้นก็จะมีคุณค่าขึ้นมากค่ะ
เอาละ คำตอบนี้ไม่ตายตัวค่ะ แต่อาจช่วยพอเป็นแนวทางได้บ้าง
คำตอบมีสามทางหลักๆ คือ
ทำงาน (ทำงานแล้วเรียนต่อ/ทำงานไม่เรียนต่อ)
จบแล้วทำงาน ข้อดี มีประสบการณ์ก่อนไปเรียน ได้รู้จักชีวิตและโลกมากขึ้น แต่อาจจะหมดไฟที่จะดูหนังสือ ความรู้ที่เรียนมาคืนอาจารย์ และที่สำคัญไม่อยากทิ้งงานที่แน่นอนว่าหายากและกำลังจะก้าวหน้า
ทางเลือกมันมีหลากหลาย ขึ้นอยู่ว่าเรา มีเป้าหมายในชีวิตเป็นอย่างไร เช่น ถ้าตั้งเป้าอยากมีชีวิตเรียบง่าย งานมั่นคงไม่ต้องดิ้นรนมาก การวางแผนชีวิตก็จะอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าต้องการความท้าทายในชีวิต อนาคตต้องร่ำรวย หน้าที่การงานต้องดี มันก็ต้องวางแผนอีกแบบ สุดแล้วแต่เป้าหมายของใคร ว่าแต่ว่าคุณมีเป้าหมายในชีวิตหรือยัง ถ้ายังไม่มีลองใช้เวลาว่างๆ สมองโล่ง ๆ ไม่มีใครมากวน ลองกำหนดเป้าหมายในชีวิตของคุณขึ้นมา ซึ่งเป้าหมายมีแล้ววิธีการก็จะตามมาเอง คำตอบที่คุณถามก็จะได้คำตอบอย่างตรงใจคุณ คนอื่นที่ตอบคำถามคุณเขามีเป้าหมายในชีวิตและสภาวะแวดล้อมต่างจากคุณ ดังนั้นคนที่จะลิขิตแผนที่ชีวิตคุณได้ก็คือคุณเอง
เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย
คำแนะนำและข้อคิดสำหรับผู้ที่ทำงานเต็มเวลาและศึกษาต่อแบบภาคค่ำหรือช่วงสุดสัปดาห์ไปด้วย
จัดเวลาให้ดี จัดตารางลงปฏิทินไว้เลยว่าคุณต้องทำอะไรบ้าง ทั้งในเรื่องงานและตารางเรียน ซึ่งถ้าคุณเรียนไปด้วยก็อาจต้องทำใจสักหน่อยว่าเวลาส่วนหนึ่งในช่วงสุดสัปดาห์จะต้องแบ่งไปให้การศึกษาบ้าง
ติดตามงานกับเพื่อนร่วมชั้น คุณควรมีเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่จะคอยติดต่อสอบถามเรื่องตารางการนำเสนองานและตารางสอบ รวมทั้งให้คำปรึกษากันเมื่อมีงานกลุ่มเผื่อเวลาที่คุณมีงานยุ่งๆ จะได้มีคนที่คุณสามารถสอบถามเรื่องบทเรียนและงานได้
อย่าลืมพักผ่อนให้เพียงพอ หากคุณเรียนภาคค่ำหลังเลิกงาน เมื่อเลิกเรียนแล้วกลับบ้าน หลังจากทบทวนบทเรียนแล้วก็ควรใช้เวลาพักผ่อนให้เต็มที่เพื่อสะสมพลังงานไว้สำหรับวันต่อๆ ไป และป้องกันไม่ให้ไปนั่งหลับในคลาสเรียนหลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน
เรียนต่อโท(ในประเทศ/ต่างประเทศ)
การเรียนต่อไปทันที เหมาะสำหรับท่านที่ทราบแน่ชัดว่าจะเอาความรู้ที่เรียนนั้นไปทำอะไรหลังจบ เช่นเป็นอาจารย์ หรือนักวิจัยพัฒนา คล้ายกับคนที่จะลงทุนอะไรซักอย่าง แล้วทราบแน่ๆว่าคืนทุนแน่ๆ หรือได้ใช้แน่ๆ การเรียนต่อไปโดยไม่ทราบว่าจะเอาไปทำอะไร หรือเรียนเพื่ออะไร อาจจะคล้ายๆกับลงทุนซื้อสินค้ามากักตุนไว้ แต่ขายไม่ออก สุดท้ายก็จมทุน
ข้อเสียของการไปเรียนต่อเลย โดยไม่ทำงานนั้นคือ
- มองภาพการทำงาน ไม่ออก ว่าอะไรเป็นสิ่งที่เหมาะกับเรา
- ขาดมุมมองที่เป็นการมองแบบโดยรวม หรือมุมสูง หรือ การเชื่อมโยงระหว่างแผนกต่างๆในองค์กร ว่าสิ่งที่เราเรียนไปนั้น จะไปมีผลอย่างไรกับองค์กร หรือกับส่วนอื่นๆ ทำให้ขณะเรียนต่อ อาจมองข้ามจุดอื่นๆที่ควรดูควบคู่กันไปด้วย
- หางานทำต่อไปยากกว่าคนที่มีประสพการณ์ทำงานมาบ้างแล้ว โดยเฉพาะหางานทำในต่างประเทศ เพราะคนที่ทำงานมาแล้ว แล้วมาเรียนต่อ มีมุมมองประสพการณ์จะมีมุมคิดที่ชัดเจนกว่า
มาตอนนี้ถึงได้เข้าใจว่า องค์กรใหญ่ๆ นั้นส่วนใหญ่จะต้องให้พนักงานทำงานมาอย่างน้อย 2-3 ปีก่อนที่จะให้โอกาสศึกษาต่อ การทำงานก่อนไม่เพียงแต่ทำมีมุมมองที่กว้างมากขึ้น แต่ยังทำให้เราเข้าใจตัวตนที่แท้จริงๆของเรามากขึ้น ว่าจริงๆแล้วเราชอบอะไร เหมาะกับอะไรในความเป็นจริงๆ มากกว่าคนส่วนใหญ่ที่เรียนต่อไปโดยคิดเอาเองว่าสิ่งนั้นดี สิ่งนั้นเหมาะแล้ว นั่นเอง